ดราม่าท้ายเกม! “มาเน่” ซัดโทษพา หงส์แดง เชือด เรือใบ 2-1 ICC 2018

By | July 26, 2018

การแข่งขัน อินเตอร์เนชั่นแนล แชมเปี้ยนส์ คัพ 2018
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ปะทะ ลิเวอร์พูล
วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม 2561
สนาม : เม็ตไลฟ์ สเตเดี้ยม

     เกมนี้จะเป็นการแข่งขัน ไอซีซี 2018 เกมที่สองของทั้งคู่ หลังก่อนหน้านี้ต่างฝ่ายต่างพ่ายให้กับ ดอร์ทมุนด์ มาเหมือนกัน ​แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังคงขาดนักเตะตัวหลักที่ส่วนใหญ่ติดภารกิจรับใช้ชาติในฟุตบอลโลก 2018 นั่นทำให้พวกเขามีเพียง ริยาด มาห์เรซ กับ เคลาดิโอ บราโบ เท่านั้นที่เป็นกระดูกชิ้นใหญ่ ที่เหลือเป็นเพียงดาวรุ่งเท่านั้น

ส่วน ​ลิเวอร์พูล ได้กำลังหลักลับคืนมาบางส่วน และวันนี้ คล็อปป์ ก็ค่อนข้างเอาจริงพอสมควร จัดทีมชุดใหญ่ลงเกือบครบทุกตำแหน่ง แถมยังได้​ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ลับมานั่งที่ม้านั่งสำรองแล้วด้วย

10 นาทีแรกของเกมเป็นไปอย่างเชื่องช้า ทั้งสองฝ่ายได้โอกาสบุกแต่บอลสุดท้ายยังทำกันได้ไม่ดีพอ

ดราม่าท้ายเกม! "มาเน่" ซัดโทษพา หงส์แดง เชือด เรือใบ 2-1 ICC 2018

นาทีที่ 12 แมนฯ ซิตี้ พลาดโอกาสขึ้นนำครั้งแรก จากจังหวะที่ มาห์เรซ พาบอลตะลุยขึ้นมาในแดน ลิเวอร์พูล ก่อนไหลให้ เอ็นเมชา ได้ยิงจังๆ บอลติดเซฟ คาริอุส กระดอนเข้าทางเขาอีกครั้ง เอ็นเมชา พยายามจะซ้ำประตูโล่งๆ แต่บอลแฉลบ ฟาบินโญ่ ออกหลังไปหวุดหวิด

นาทีที่ 19 โอกาสแรกของ ลิเวอร์พูล เป็นของไอ้หนูวัย 17 ปีที่ คล็อปป์ ดูพยายามจะปั้นในวันนี้ โจนส์ ลากตัดเข้าในก่อนได้โอกาสปั่น บอลตรงตัว บราโบ

นาทีที่ 31 โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ ได้โอกาสปั่นฟรีคิก บอลลอยข้ามคานออกไป

นาทีที่ 32 อดัม ลัลลานา ได้โอกาสยิงตามน้ำบริเวณเส้นเขตโทษ บอลเฉี่ยวเสาสองออกไปแบบได้ลุ้น

นาทีที่ 33 เคอร์ติส โจนส์ ได้โอกาสอีกครั้ง คราวนี้ได้โอกาสยิงแถวๆหัวกระโหลก แต่บอลก็ยังตรงตัว บราโบ

นาทีที่ 34 คล็อปป์ ถึงคราวเหวอ เมื่อ สเตอร์ริดจ์ ล้มลงไปแล้วโบกมือไปทางม้านั่งสำรองข้างสนามเหมือนจะขอให้เปลี่ยนตัว โชคดีที่เจ้าตัวแค่เรียกขอเทปพันแข้งเท่านั้น ไม่ใช่อาการเจ็บแต่อย่างใด

นาทีที่ 36 ฮัมฟรีย์ส แนวรับซิตี้ สกัดบอลไม่ดี ไวจ์นัลดุม ฉวยโอกาสยิงตามน้ำทันที แต่บอลลอยข้ามคานอกไปไม่ได้ลุ้น

นาทีที่ 39 โอกาสปั่นฟรีคิกของ มาห์เรซ ก็ยังไม่ผ่านมือ คาริอุส

นาทีที่ 42 โจนส์ โฉบโขกบริเวณกลางประตู บอลก็ยังไม่ตรงกรอบ

จบครึ่งแรกเกม ไอซีซี นัดที่สองของทั้งคู่ สกอร์เสมอกันอยู่ 0-0 เกมนี้ มาห์เรซ กับ ซินเชนโก้ คือคนที่เด่นสำหรับ แมนฯ ซิตี้ ส่วนเด็กๆของพวกเขายังต้องปรับจูนกันอีกนิดก่อนจะพร้อมขึ้นสู่เวทีใหญ่ ด้าน ลิเวอร์พูล ดูจะตั้งใจปั้น เคอร์ติส โจนส์ โดยเฉพาะในครึ่งแรก ซึ่งเจ้าหนูวัย 17 มีโอกาสบ่อยทีเดียว แต่ยังจบสกอร์ไม่ได้เท่านั้น

ครึ่งหลังต่างฝ่ายต่างมีการขยับ ลิเวอร์พูลเปลี่ยน 5 ราย ส่ง มาเน่ ลงสนาม ส่วน แมนฯ ซิตี้ ส่ง ซาเน่ เข้าสู้

นาทีที่ 48 หวุดหวิดจะมีประตูเกิดขึ้นจากจังหวะเขาปั๊มบอลของ มาเน่ ในกรอบเขตโทษ บอลกระดอนผ่าน ฮาร์ท ที่ลงมาแทน บราโบ ไปแล้ว แต่ การ์เซีย ยังเคลียร์ออกไปได้ก่อนบอลข้ามเส้นประตู

นาทีที่ 51 แมนฯ ซิตี้ น่าได้ประตูขึ้นนำสุดๆ จากจังหวะหลุดของ ลุค โบลตัน ทางด้านขวา ก่อนตัดเข้าในให้ เลรอย ซาเน่ ชาร์จจ่อๆ แต่นายทวารดาวรุ่ง คีวิน เคลเลเฮอร์ ยังเซฟไว้ได้

นาทีที่ 56 โซลันกี้ ส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายได้สำเร็จ แต่ผู้ตัดสินเป่าให้เป็นลูกล้ำหน้า

นาทีที่ 57 แมนฯ ซิตี้ ออกนำก่อน 1-0 จากจังหวะจ่ายทะลุช่องของ แบร์นาโด้ ซิลวา ให้กับ เลรอย ซาเน่ พาบอลสปีดหนี ฟาน ไดจ์ค ที่ไล่ไม่ทัน ก่อนปีกของซิตี้ จะส่งบอลผ่านมือ เคลเลเฮอร์ เข้าไป

นาทีที่ 59 ลุค โบลตัน ได้โอกาสยิงให้ฝั่งซิตี้ แต่บอลไม่ตรงกรอบ

นาทีที่ 62 ลิเวอร์พูล ต้องส่ง ซาล่าห์ ลงสนามมากู้เกม และเพียงไม่กี่วินาที เจ้าตัวก็ทำประตูสำเร็จจริงๆ จากการเปิดของ ราฟาเอล คามาโช่

นาทีที่ 67 ซาล่าห์ ได้โอกาสโขกอีกครั้งแต่ไม่ตรงกรอบ

นาทีที่ 68 ซาล่าห์ ได้โอกาสอีกครั้ง แต่บอลชนคานอย่างจัง บอลหลุดออกหลังไป

นาทีที่ 70 โซลันกี้ ได้โอกาสยิงบ้าง แต่บอลตรงตัว ฮาร์ท

นาทีที่ 73 แมนฯ ซิตี้ ถอด มาห์เรซ ไปพัก ส่ง ทอม เดลี่-บาชิรู ลงสนาม

นาทีที่ 74 มาร์โก้ กรูยิช ได้โอกาสบ้าง แต่บอลข้ามคานแบบไม่มีลุ้น

นาทีที่ 85 ซาล่าห์ เปิดไปเสาสองให้ มาเน่ ได้ลุ้น แต่เจ้าตัวดันเลือกส่งเข้ากลางซะอย่างนั้น บอลไม่เจอใครออกหลังไป

นาทีที่ 86 ซาล่าห์ จิ้มให้ โซลันกี้ ชิ่งต่อให้ มาเน่ หลุดเข้าไปแตะหลบ มาเน่ ได้แล้ว แต่กองหน้าจาก เซเนกัล แตะแรงไปหน่อย ตามไปยิงประตุโล่งๆไม่ทัน ได้แค่เข้าข้างตาข่ายเท่านั้น

นาทีที่ 90 ฮัมฟรีย์ส ช่วยให้ แมนฯ ซิตี้ ยังไม่โดนขึ้นนำ เตะสกัดออกมาก่อนบอลข้ามเส้นอีกครั้ง

นาทีที่ 90+2 โซลันกี้ โดนเข้าจากข้างหลังโดย อดาราบิโอโย่ ลิเวอร์พูลได้ลูกโทษ

นาทีที่ 90+4 มาเน่ สังหารโทษไม่พลาด ลิเวอร์พูล ออกนำ 2-1 ท้ายเกม

แม้กระทั่งเกมกระชับมิตรก็ยังมีดราม่า 3 สำรองลงมาทำกันคนละประตู แต่เป็นสำรองของฝั่ง ลิเวอร์พูล ที่แม่นกว่า ช่วยให้พวกเขาเก็บชัยชนะนัดแรกศึกไอซีซี ปีนี้ แฟนบอล ซิตี้ น่าจะอุ่นใจได้บ้างจากฟอร์มของ มาห์เรซ, ซาเน่ และ ซิลวา ที่ทำผลงานได้ดี ในขณะที่ ลิเวอร์พูล นอกจากจะได้ ซาล่าห์ กับ มาเน่ กลับมาและดูเข้าที่เข้าทางแล้ว ดาวรุ่งอย่าง ราฟาเอล คามาโช่ และ เคอร์ติส โจนส์ ก็ทำได้ดีเช่นกัน

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

แมนเชสเตอร์ ซิตี้
บราโบ (45′) – ฮัมฟรีย์ส, การ์เซีย, เดนาแยร์ (45′), ซินเชนโก้ (45′) – โบลตัน (45′), โฟเด้น, ดิอาซ (45′), มาห์เรซ (73′), แฮร์ริสัน (45′) – เอ็นเมชา

ตัวสำรองที่ใช้
ฮาร์ท (45′), อดาราบิโอโย่ (45′), การ์เร่ (45′), โรเบิร์ตส์ (45′), เคลาดิโอ โกเมซ (45′), ซิลวา (45′), ซาเน่ (45′), ทอม เดลี-บาชิรู (73′)

ลิเวอร์พูล
คาริอุส (45′) – โจ โกเมซ (45′), ฟาน ไดจ์ค (62′), ไคลน์ (62′), โรเบิร์ตสัน (62′) – ฟาบินโญ่ (62′), มิลเนอร์ (62′), ไวจ์นัลดุม (45′) – โจนส์ (62′), ลัลลาน่า (45′), สเตอร์ริดจ์ (45′)

ตัวสำรองที่ใช้
เคลเลเฮอร์ (45′), คลาวาน (45′), วู้ดเบิร์น (45′), มาเน่ (45′), โซลันกี้ (45′), โมเรโน่ (62′), ฟิลิปป์ (62′), ชิริเบล่า (62′), คามาโช่ (62′), ซาล่าห์ (62′)